ขั้นตอนการพัฒนาทักษะท่าฟรีสไตล์ และกรรเชียงบอลสเต็ป
เตะเท้าด้านหลัง (ตะแคง) หายใจ ทุก ๆ การเตะเท้า 12 ครั้ง
เตะเท้าด้านข้างและใช้มือพายน้ำ โดยในท่าฟรีสไตล์ เน้นให้นิ้วโป้งชี้ลงข้างล่าง ส่วนท่ากรรเชียงเน้นให้นิ้วโป้งชี้ขึ้น และคางชิดกับหัวไหล่ที่อยู่ผิวน้ำ สายตามองตรง หน้านิ่ง
การพายน้ำนั้น นิ้วมืออยู่ต่ำกว่าข้อมือ และข้อศอกอยู่สูงกว่าข้อมือตามลำดับ เพื่อป้องกันข้อศอกงอหรือศอกตกนั่นเอง ข้อมือต้องไม่เกร็ง ไม่จำเป็นต้องทำมือเป็นอุ้ง การพายน้ำอาจใช้ Paddle ในการพายน้ำได้เป็นการเพิ่มความหนักกับการจับน้ำได้อีก Paddle ที่ใช้ สามารถใช้ขนาดใหญ่ได้ บอลสเต็ป
การเตะเท้า 12 ครั้ง จะเร่งการปฏิบัติด้วยการเน้นการพายน้ำด้วยการกดลง และสามารถทำสลับทั้งสองข้างซ้ายและขวาได้ การกดฝ่ามือลงในการพายน้ำ จำเป็นอย่างยิ่งในท่ากรรเชียง
การว่ายแขนเดียว โดยเตะขา 12 ครั้ง แล้วเปลี่ยนข้างจากซ้าย – ขวา การเพิ่มหรือลดจำนวนการเตะเท้า เป็นสิ่งที่ทำได้ จำนวนครั้งของการเตะเท้ามากยิ่งจะยากกว่า โดยยังคงรักษาลักษณะของฝ่ามือโดยนิ้วโป้งชี้ขึ้น สำหรับท่าฟรีสไตล์ และนิ้วโป้งชี้ลงสำหรับกรรเชียง ท่านี้ต้องพยายามรักษาตำแหน่งของศีรษะให้นิ่งขณะแขนเปลี่ยนจากซ้าย-ขวา หรือ ขวา-ซ้าย
แบบฝึก 99,77,55,33 คือ เลขตัวแรกคือจำนวนครั้งที่เตะเท้า และเลขตัวที่สอง (เท่ากัน) คือจำนวน สโตร์คที่ใช้ว่ายอย่างสมบูรณ์ในท่าปกติ ฟรีสไตล์และกรรเชียง รักษาความต่อเนื่อง ความเร็วในการเปลี่ยนข้าง (ซ้าย/ขวา) จะสร้างระยะทางต่อสโตร์คมากขึ้นได้ บอลสเต็ป
จุดสำคัญ ต้องมั่นใจได้ว่า การกลิ้งลำตัวต้องกลิ้งตลอดแนวยาวของลำตัว สะโพกและไหลนักกีฬาสามารถประเมินด้วยความรู้สึก
ของตนเองด้วยการดึงแขนเพียงข้างเดียว จากการวางมือลงสู่ผิวน้ำ คือ ผ่านลำตัว และผลักจนสุด ในจังหวะสำคัญตอนผลักสุดจะใช้การเตะเท้าช่วย ลำตัวจะกลิ้งตลอดแนวยาวของลำตัว ความรู้สึกนี้จะอยู่ในทุก ๆ สโตร์คทั้งท่าฟรีสไตล์และกรรเชียง
ว่ายแบบ 3 แขนแล้วจึงเปลี่ยน โดยเตะเท้า 12 ครั้ง ด้วยการดึงแขนเร็ว 3 แขน โดยกลิ้งสะโพกก่อนแขนฝ่ามือลงสู่ผิวน้ำ (Arm Enkey) ห้ามหายใจขณะใช้แขน แต่ให้หายใจในช่วงกลางของการเตะเท้า
ว่ายแบบ 3 แขนแล้วจึงเปลี่ยน แต่คราวนี้เปลี่ยนเมื่อครบ 5,7,9 หรือ 11 แขนซึ่งขึ้นอยู่กับเพศและความสามารถของนักว่ายน้ำใน
การทำ Drills แต่ยังคงรักษาการเตะเท้าแบบ 12 ครั้งอยู่
ว่ายแบบช้า (Slow motion) เป็นการว่ายแบบที่มีความสมบูรณ์แบบของเทคนิคการว่ายโดย ว่ายช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยกเว้นการกลิ้งสะโพก และการผลักสุดในช่วงสุดท้ายของ FR และ BK
ว่ายแบบ “MAX” ทั้งเป็นการออกแรงเต็มที่ทั้งจำนวนสโตร์ค/นาที (Stroke Rate) และออกแรงเต็มที่ในการกลิ้งสะโพกโดยท่าฟรีสไตล์จะหายใจทั้ง 2 ข้างและเตะเท้าอย่างต่อเนื่องส่วนท่ากรรเชียง
ให้ยกศีรษะสูงและหมุนแขนเร็วที่สุด
เราสามารถดัดแปลงได้เพิ่งเติมดังนี้บอลสเต็ป
ท่าฟรีสไตล์ ให้ใช้ ตีนกบแบบสั้น
ท่ากรรเชียง ให้ใช้ แขนซ้าย 3 ครั้ง ช้า ๆ แขนขวา 3 ครั้ง ช้า ๆ และใช้ 6 แขนต่อเนื่องเร็ว ครั้งแรกทำ 25 เมตร และ 50 เมตร
“ต่ำสุด และสูงสุด” ที่ว่าใช้ต่ำสุดคือจำนวนสโตร์คไม่ว่าจะเป็น Drills หรือการว่ายก็ตาม และสูงสุดคือการออกแรงพยายาม ให้เต็มที่ เราจะรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ผู้ฝึกสอนควรระลึกถึงข้อนี้เสมอ และในนักว่ายน้ำระดับสูง ผู้ฝึกสอนจะเพิ่งการตรวจสอบชีพจรเข้าไปด้วย โดยการวัดจำนวนครั้งที่ชีพจรเต้นภายใน 10 วินาที (หรือติดต่อ Webmaster เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์วัดชีพจรอิเล็กโทรนิกส์แบบไร้สาย)
ว่ายเน้นการกลิ้งสะโพก ที่ความเร็วที่แตกต่างกัน ในท่าฟรีสไตล์และท่ากรรเชียง เช่น ว่ายกรรเชียง 4 สโตร์ค ว่ายฟรีสไลต์ 4 สโตร์ค และเราอาจจะเพิ่มการจับน้ำเข้าไปในแต่ละสโตร์คได้ และการจับน้ำในช่วงแรกของสโตร์เป็นสิ่งสำคัญมาก นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของความถูกต้อง และจะเป็นการเริ่มต้นของการจับความรู้สึกของแรงกดที่ฝ่ามือและที่หน้าแขนหรือท้องแขน (furearms) นั่น! จะเป็นความเร็วของการว่ายน้ำในตอนต้น
ความสมบูรณ์ของความก้าวหน้า เกิดจากการใช้เวลาร่วมกันอย่างช้า ๆ ระหว่างการค้นหาสโตร์คของผู้ฝึกสอนและนักว่ายน้ำ อย่ารีบทำ Drills ลำดับขึ้นของการ Drills อันต่อ ๆ ไปจะเกิดขึ้นเนื่องจากความสมบูรณ์ของ Drills ขั้นนี้แล้วและอุปกรณ์ใน Drillsต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตีนกบ หรือ Paddle เมื่อถอดออกแล้ว ความสมบูรณ์ของ Drills ยังคงมีอยู่เช่นเดิม ผู้ฝึกสอนควรสังเกตความสามารถในการทำ Drills และนักว่ายน้ำจะรู้สึกถึงการเพิ่มขึ้นของความเร็ว และการเร่งที่เกิดขึ้นเสมอ เพราะนั่นจะทำให้พบทักษะที่เพิ่มมากขึ้น มากขึ้นเสมอ การทำ Drills ไม่มีอะไรที่ง่าย ๆ มันมีอะไรมากมายที่จะทำให้สโตร์คเสีย ถ้าไม่ได้ตั้งใจทำให้ถูกต้องในแต่ละสโตร์ค เลยทีเดียว สโตร์คที่ดีมักเริ่มจาก Drills ที่ถูกต้องอย่างช้า ๆ และสมบูรณ์จนไปถึงความตั้งใจสูงสุด สู่การออกแรงสูงสุดในแต่ละสโตร์ค หมายเหตุ แบบฝึก (Drills) เหล่านี้สามารถใช้ได้ในระยะทาง 25 หรือ 50 เมตร และบางครั้งอาจใช้ Paddle ด้วยบอลสเต็ป
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
การป้องกันโรคภูมิแพ้..บอลสเต็ป
ความสำคัญของการป้องกันโรคภูมิแพ้บอลสเต็ป
อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลก และการสำรวจในประเทศไทยเอง พบว่า เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า ภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทย มีอุบัติการของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้ คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30, โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10-15, โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหาร ร้อยละ 5 โดยอุบัติการในเด็ก จะสูงกว่าในผู้ใหญ่
บอลสเต็ป
โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, หูชั้นกลางอักเสบ, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้บอลสเต็ป
เกิดจาก กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม โดยพบว่า ถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ ประมาณร้อยละ 30-50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ มากขึ้นถึงร้อยละ 50 - 70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัว ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลย มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เนื่องจากในปัจจุบัน ยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางกรรมพันธุ์ได้ การควบคุมสิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา ตลอดจนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในบุตรได้
ทำไมการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม จึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่ สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และมีการศึกษาที่แสดงว่า สิ่งแวดล้อมและอาหาร เป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้น การกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ตั้งแต่แรกในเด็ก ที่เกิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูง) และการให้เด็กดื่มนมมารดา จะสามารถป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้ เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ มักมีโรคภูมิแพ้ร่วมกันหลายชนิด เช่นเด็กที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง อาจพบมีการแพ้อาหารร่วมด้วย ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะสามารถลดอัตราการเกิดของการแพ้อาหารได้ การดื่มนมมารดาหรือนมสูตรพิเศษ (extensively hydrolyzed formula หรือ partially hydrolyzed formula) ซึ่งเป็นนมที่มีการสลายโปรตีน ที่ทำให้เกิดการแพ้ จะช่วยลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้ การดื่มนมที่ผสมจุลินทรีย์สุขภาพ (probiotic bacteria) เช่น แลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดแบคทีเรียม ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกาย มีการสร้างภูมิคุ้มกัน และลดอัตราการเกิดผื่นแพ้ผิวหนังได้
รับประทานอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
เด็กที่มีประวัติครอบครัว ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนม และรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
ดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ต้องจำกัดอาหารเป็นพิเศษ สำหรับมารดาช่วงระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร
กรณีที่ไม่สามารถให้นมมารดาได้ ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมสูตรพิเศษจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ นมแกะ ทั้งนี้เนื่องจากมีโอกาส ที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เช่นเดียวกับการแพ้นมวัวบอลสเต็ป
ควรให้อาหารเสริมเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน โดยแนะนำให้เด็ก รับประทานอาหารเสริมทีละชนิด และสังเกตว่ามีการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ ภายในหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะให้อาหารเสริมชนิดใหม่ อาหารเสริมที่ทำให้เกิดอาการแพ้น้อย ได้แก่ ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทอง น้ำต้มหมู น้ำต้มไก่ ผักใบเขียว
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่ และอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 2 ปี
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่ว และปลา จนกระทั่งเด็กมีอายุ 3 ปี
สำหรับเด็กที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารบางอย่างที่แพ้ง่าย (เช่น ไข่ ถั่ว ปลา) อาจเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่อาจเสริมสร้างการทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สังกะสี วิตะมินเอ ซิลีเนียม และนิวคลีโอไทด์ นอกจากนั้น การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิดเช่น docosahexaenoic acid (DHA) ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น,สัตว์เลี้ยง, เชื้อรา, แมลงสาบ ตั้งแต่ขวบปีแรก โดย
ใช้เครื่องเรือนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน
งดใช้พรมปูพื้น ไม่ใช้เก้าอี้นอน หรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ไม่ใช้ที่นอนหรือหมอน ที่ทำด้วยนุ่น หรือขนสัตว์ ควรใช้ชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์ หรือฟองน้ำ ควรคลุมที่นอน และหมอนด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าไวนิล หรือผ้าหุ้มกันไรฝุ่น
ไม่สะสมหนังสือหรือของเล่นที่มีขน
ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน, ปลอกหมอน, ผ้าห่มทุก 1-2 สัปดาห์ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
ดูดฝุ่น เช็ดถูทำความสะอาดพื้นและเครื่องเรือน เพื่อขจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ
ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัข แมว ภายในบ้าน
พยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบภายในบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สด หรือแห้งไว้ในบ้าน
จัดเก็บขยะและเศษอาหารให้มิดชิด เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงสาบ
การปฏิบัติตังดังกล่าว และระวังไม่ให้เด็กได้รับควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสีย, ควันไฟ, ฝุ่นละอองจากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่อายุน้อยๆ สามารถป้องกัน โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจได้บอลสเต็ป
อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลก และการสำรวจในประเทศไทยเอง พบว่า เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า ภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทย มีอุบัติการของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้ คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30, โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10-15, โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหาร ร้อยละ 5 โดยอุบัติการในเด็ก จะสูงกว่าในผู้ใหญ่
บอลสเต็ป
โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, หูชั้นกลางอักเสบ, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้บอลสเต็ป
เกิดจาก กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม โดยพบว่า ถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ ประมาณร้อยละ 30-50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ มากขึ้นถึงร้อยละ 50 - 70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัว ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลย มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เนื่องจากในปัจจุบัน ยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางกรรมพันธุ์ได้ การควบคุมสิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา ตลอดจนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในบุตรได้
ทำไมการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม จึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่ สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และมีการศึกษาที่แสดงว่า สิ่งแวดล้อมและอาหาร เป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้น การกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ตั้งแต่แรกในเด็ก ที่เกิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูง) และการให้เด็กดื่มนมมารดา จะสามารถป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้ เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ มักมีโรคภูมิแพ้ร่วมกันหลายชนิด เช่นเด็กที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง อาจพบมีการแพ้อาหารร่วมด้วย ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะสามารถลดอัตราการเกิดของการแพ้อาหารได้ การดื่มนมมารดาหรือนมสูตรพิเศษ (extensively hydrolyzed formula หรือ partially hydrolyzed formula) ซึ่งเป็นนมที่มีการสลายโปรตีน ที่ทำให้เกิดการแพ้ จะช่วยลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้ การดื่มนมที่ผสมจุลินทรีย์สุขภาพ (probiotic bacteria) เช่น แลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดแบคทีเรียม ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกาย มีการสร้างภูมิคุ้มกัน และลดอัตราการเกิดผื่นแพ้ผิวหนังได้
รับประทานอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
เด็กที่มีประวัติครอบครัว ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนม และรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
ดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ต้องจำกัดอาหารเป็นพิเศษ สำหรับมารดาช่วงระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร
กรณีที่ไม่สามารถให้นมมารดาได้ ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมสูตรพิเศษจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ นมแกะ ทั้งนี้เนื่องจากมีโอกาส ที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เช่นเดียวกับการแพ้นมวัวบอลสเต็ป
ควรให้อาหารเสริมเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน โดยแนะนำให้เด็ก รับประทานอาหารเสริมทีละชนิด และสังเกตว่ามีการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ ภายในหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะให้อาหารเสริมชนิดใหม่ อาหารเสริมที่ทำให้เกิดอาการแพ้น้อย ได้แก่ ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทอง น้ำต้มหมู น้ำต้มไก่ ผักใบเขียว
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่ และอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 2 ปี
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่ว และปลา จนกระทั่งเด็กมีอายุ 3 ปี
สำหรับเด็กที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารบางอย่างที่แพ้ง่าย (เช่น ไข่ ถั่ว ปลา) อาจเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่อาจเสริมสร้างการทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สังกะสี วิตะมินเอ ซิลีเนียม และนิวคลีโอไทด์ นอกจากนั้น การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิดเช่น docosahexaenoic acid (DHA) ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น,สัตว์เลี้ยง, เชื้อรา, แมลงสาบ ตั้งแต่ขวบปีแรก โดย
ใช้เครื่องเรือนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน
งดใช้พรมปูพื้น ไม่ใช้เก้าอี้นอน หรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ไม่ใช้ที่นอนหรือหมอน ที่ทำด้วยนุ่น หรือขนสัตว์ ควรใช้ชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์ หรือฟองน้ำ ควรคลุมที่นอน และหมอนด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าไวนิล หรือผ้าหุ้มกันไรฝุ่น
ไม่สะสมหนังสือหรือของเล่นที่มีขน
ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน, ปลอกหมอน, ผ้าห่มทุก 1-2 สัปดาห์ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
ดูดฝุ่น เช็ดถูทำความสะอาดพื้นและเครื่องเรือน เพื่อขจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ
ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัข แมว ภายในบ้าน
พยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบภายในบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สด หรือแห้งไว้ในบ้าน
จัดเก็บขยะและเศษอาหารให้มิดชิด เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงสาบ
การปฏิบัติตังดังกล่าว และระวังไม่ให้เด็กได้รับควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสีย, ควันไฟ, ฝุ่นละอองจากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่อายุน้อยๆ สามารถป้องกัน โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจได้บอลสเต็ป
พูดดีมีพลัง ..บอลสเต็ป
“ภาษา”เป็นสิ่งที่สร้าง “อารมณ์” บอลสเต็ป
เพราะฉะนั้นถ้าใช้คำพูดที่ดี อารมณ์ก็จะเป็น "บวก" แต่ถ้าใช้คำพูดไม่ดี อารมณ์ก็จะเป็น "ลบ"
“อารมณ์บวก” คือ สิ่งที่จะสร้างพลัง สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับตัวเรา เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะมีชีวิตที่มีพลังเชิงบวก ให้ใช้ “สติ” ควบคุม “ความคิด” และควบคุม “คำพูด” ของเรา โดยปกติเวลาที่เรามีเรื่องไม่ถูกใจ เรามักจะปล่อยคำพูดเชิงลบ อารมณ์เชิงลบออกมา ยิ่งถ้ากำลังกลุ้มๆ อยู่ด้วย ขอโวยนั่นโทษนี่ไว้ก่อน เช่น ทำไมโชคร้ายอย่างนี้ ทำไมไม่มีใครช่วยเลย
หากอยากให้ชีวิตมีพลัง ลองลดโทนคำพูดเชิงลบลงบ้าง บอลสเต็ป
เช่น ถ้าโกรธแบบอยากจะฆ่าให้ตายคามือ หรือ เกลียด..โห.. เกลียดมันสุดๆ .. ให้มีสติ กระตุกตัวเอง .. อื้อฮือแรงไป.. ถ้าเราเปลี่ยนภาษาที่พูดใหม่ เช่น “ฉันหงุดหงิดตะแหน่วตะแหน่วแล้วนะเว้ย!” แบบนี้ อารมณ์ลบที่รุนแรงมันจะลดทอนลงมา ใช่ไหม?
แต่ถ้าเป็นอารมณ์เชิงบวก ให้ใช้ภาษาที่พูด "ขยาย" ความรู้สึกด้านเป็นบวกได้ "เต็มพิกัด" เพื่อสร้างพลังชีวิต บอลสเต็ป
เช่น ถ้าใครถามเป็นไงบ้าง ถ้าตอบแค่ "โอเค" ฟังดูมันก็ So So ใช่ไหม แต่ถ้าเรา บอกว่า "ดี ดีมาก แจ๋ว แจ๋วสุด ๆ โห ชีวิตนี้มหัศจรรย์" แบบนี้แหละกลไกพลังงานชีวิตจะคึกคัก กระชุ่มกระชวย โดยที่เราไม่รู้ตัว!!
“คำพูดอยู่ที่ปากของเรา” แล้วทำไมจึงไม่พูดในสิ่งที่สร้างพลังให้กับชีวิตของเราล่ะ
วิธีการก็คือ เราต้องฝึกวิธีคิดและมีสติในการเลือกใช้คำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ซึ่งง่ายมาก คือ เมื่อเจอเรื่องอะไร ให้รู้สึกในทางบวก บอกตัวเองว่า "โชคดี" ไว้ก่อน
เจออะไรแย่ๆ ให้บอกตัวเองว่า “โชคดีจังที่ไม่แย่ไปกว่านี้!!!”
เจอเจ้านายจู้จี้ ก็ให้คิดว่า “โชคดีนะเนี่ย ที่ไม่เจอเจ้านายที่จู้จี้กว่านี้” ลองคิดดูนะว่า ถ้าเราเจอเจ้านายที่จู้จี้มากกว่านี้อีกล่ะ เราก็จะ “สาธุ เจ้านายคนนี้แหละดีแล้ว!”บอลสเต็ป
เจอปัญหาหนักๆ ก็ “เออ ดีไปอีกอย่าง ชีวิตจะได้มีรสชาติ มีอะไรแปลกใหม่ให้เรียนรู้”
เป็นการมองบวก และสร้างคำพูดบวก บวก บวก !!!! วิธีคิด วิธีพูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าเราหลอกตัวเองหรือเราพูดไม่จริง เพราะคนเรา จะโชคดีหรือโชคร้าย จะรวยหรือจน จะสวยหรือน่าเกลียด อยู่ที่การเปรียบเทียบ
ถ้าคิดว่าตัวเองหน้าตาธรรมด๊า ธรรมดา ลองเปรียบเทียบกับคนที่เยินสุดๆ สิ ทีนี้คนสวยธรรมดาก็จะสวยแบบมหัศจรรย์ลั้ลลาเลยล่ะ! เพราะฉะนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมอง แล้วก็วิธีคิดของเรา
การเลือกใช้คำพูด ไม่ใช่แค่สร้างพลังให้กับตัวเอง แต่ยังสร้างพลังลบหรือบวก ให้คนรอบข้างด้วย เช่น เวลาเจ้านายเจอลูกน้องทำงานไม่ถูกใจ จะทุบโต๊ะ ใส่ไม่ยั้ง พูดว่า “ทำงานเฮงซวย” ก็ได้
แต่..เราจะได้ผลแค่ความสะใจ จะไม่เกิดการแก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดอย่างที่อยากเห็นหรืออยากให้เป็น เพราะถ้าเราบอกแบบเชิงลบ ธรรมชาติของมนุษย์เขาจะปิดกั้นทันที ใครมาโจมตี เขาไม่รับฟังหรอก ต้องบอกกันดีๆ เท่านั้น เขาถึงจะฟัง เรื่องนี้สำคัญ เพราะคำพูดสร้างพลังลบได้มาก
เราจึงต้องมี “สติ” กำกับ อย่าให้พลังงานทางลบกับคนอื่น แทนที่จะบอกลูกน้อง “ผลงานเฮงซวย ซังกะบ๊วยห่วยแตก” เปลี่ยนใหม่เป็น "ถ้าทำแบบนี้จะดีกว่าไหม"
การพูดดีกับพูดไม่ดี ผลลัพธ์จะออกมาต่างกันเยอะมาก
คำพูดดีๆ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ
เมื่อพูดดี ก็จะ “มีพลัง” แต่ถ้าพูดไม่ดี ก็ “ลดพลัง” ทั้งตัวเองและคนอื่นได้เช่นกัน ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เรายิ่งน่าจะให้กำลังใจ และให้พลังกันและกันมากกว่า ใช่มั๊ย?บอลสเต็ป
เพราะฉะนั้นถ้าใช้คำพูดที่ดี อารมณ์ก็จะเป็น "บวก" แต่ถ้าใช้คำพูดไม่ดี อารมณ์ก็จะเป็น "ลบ"
“อารมณ์บวก” คือ สิ่งที่จะสร้างพลัง สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับตัวเรา เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะมีชีวิตที่มีพลังเชิงบวก ให้ใช้ “สติ” ควบคุม “ความคิด” และควบคุม “คำพูด” ของเรา โดยปกติเวลาที่เรามีเรื่องไม่ถูกใจ เรามักจะปล่อยคำพูดเชิงลบ อารมณ์เชิงลบออกมา ยิ่งถ้ากำลังกลุ้มๆ อยู่ด้วย ขอโวยนั่นโทษนี่ไว้ก่อน เช่น ทำไมโชคร้ายอย่างนี้ ทำไมไม่มีใครช่วยเลย
หากอยากให้ชีวิตมีพลัง ลองลดโทนคำพูดเชิงลบลงบ้าง บอลสเต็ป
เช่น ถ้าโกรธแบบอยากจะฆ่าให้ตายคามือ หรือ เกลียด..โห.. เกลียดมันสุดๆ .. ให้มีสติ กระตุกตัวเอง .. อื้อฮือแรงไป.. ถ้าเราเปลี่ยนภาษาที่พูดใหม่ เช่น “ฉันหงุดหงิดตะแหน่วตะแหน่วแล้วนะเว้ย!” แบบนี้ อารมณ์ลบที่รุนแรงมันจะลดทอนลงมา ใช่ไหม?
แต่ถ้าเป็นอารมณ์เชิงบวก ให้ใช้ภาษาที่พูด "ขยาย" ความรู้สึกด้านเป็นบวกได้ "เต็มพิกัด" เพื่อสร้างพลังชีวิต บอลสเต็ป
เช่น ถ้าใครถามเป็นไงบ้าง ถ้าตอบแค่ "โอเค" ฟังดูมันก็ So So ใช่ไหม แต่ถ้าเรา บอกว่า "ดี ดีมาก แจ๋ว แจ๋วสุด ๆ โห ชีวิตนี้มหัศจรรย์" แบบนี้แหละกลไกพลังงานชีวิตจะคึกคัก กระชุ่มกระชวย โดยที่เราไม่รู้ตัว!!
“คำพูดอยู่ที่ปากของเรา” แล้วทำไมจึงไม่พูดในสิ่งที่สร้างพลังให้กับชีวิตของเราล่ะ
วิธีการก็คือ เราต้องฝึกวิธีคิดและมีสติในการเลือกใช้คำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ซึ่งง่ายมาก คือ เมื่อเจอเรื่องอะไร ให้รู้สึกในทางบวก บอกตัวเองว่า "โชคดี" ไว้ก่อน
เจออะไรแย่ๆ ให้บอกตัวเองว่า “โชคดีจังที่ไม่แย่ไปกว่านี้!!!”
เจอเจ้านายจู้จี้ ก็ให้คิดว่า “โชคดีนะเนี่ย ที่ไม่เจอเจ้านายที่จู้จี้กว่านี้” ลองคิดดูนะว่า ถ้าเราเจอเจ้านายที่จู้จี้มากกว่านี้อีกล่ะ เราก็จะ “สาธุ เจ้านายคนนี้แหละดีแล้ว!”บอลสเต็ป
เจอปัญหาหนักๆ ก็ “เออ ดีไปอีกอย่าง ชีวิตจะได้มีรสชาติ มีอะไรแปลกใหม่ให้เรียนรู้”
เป็นการมองบวก และสร้างคำพูดบวก บวก บวก !!!! วิธีคิด วิธีพูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าเราหลอกตัวเองหรือเราพูดไม่จริง เพราะคนเรา จะโชคดีหรือโชคร้าย จะรวยหรือจน จะสวยหรือน่าเกลียด อยู่ที่การเปรียบเทียบ
ถ้าคิดว่าตัวเองหน้าตาธรรมด๊า ธรรมดา ลองเปรียบเทียบกับคนที่เยินสุดๆ สิ ทีนี้คนสวยธรรมดาก็จะสวยแบบมหัศจรรย์ลั้ลลาเลยล่ะ! เพราะฉะนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมอง แล้วก็วิธีคิดของเรา
การเลือกใช้คำพูด ไม่ใช่แค่สร้างพลังให้กับตัวเอง แต่ยังสร้างพลังลบหรือบวก ให้คนรอบข้างด้วย เช่น เวลาเจ้านายเจอลูกน้องทำงานไม่ถูกใจ จะทุบโต๊ะ ใส่ไม่ยั้ง พูดว่า “ทำงานเฮงซวย” ก็ได้
แต่..เราจะได้ผลแค่ความสะใจ จะไม่เกิดการแก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดอย่างที่อยากเห็นหรืออยากให้เป็น เพราะถ้าเราบอกแบบเชิงลบ ธรรมชาติของมนุษย์เขาจะปิดกั้นทันที ใครมาโจมตี เขาไม่รับฟังหรอก ต้องบอกกันดีๆ เท่านั้น เขาถึงจะฟัง เรื่องนี้สำคัญ เพราะคำพูดสร้างพลังลบได้มาก
เราจึงต้องมี “สติ” กำกับ อย่าให้พลังงานทางลบกับคนอื่น แทนที่จะบอกลูกน้อง “ผลงานเฮงซวย ซังกะบ๊วยห่วยแตก” เปลี่ยนใหม่เป็น "ถ้าทำแบบนี้จะดีกว่าไหม"
การพูดดีกับพูดไม่ดี ผลลัพธ์จะออกมาต่างกันเยอะมาก
คำพูดดีๆ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ
เมื่อพูดดี ก็จะ “มีพลัง” แต่ถ้าพูดไม่ดี ก็ “ลดพลัง” ทั้งตัวเองและคนอื่นได้เช่นกัน ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เรายิ่งน่าจะให้กำลังใจ และให้พลังกันและกันมากกว่า ใช่มั๊ย?บอลสเต็ป
9 วิธี รักสมองของคุณ.บอลสเต็ป
1. จิบน้ำบ่อยๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์
เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การ
ส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ ( อืมม …. มิน่า กินน้ำน้อย รู้สึกโง่ๆ) บอลสเต็ป
2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดีที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่นบอลสเต็ป
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน)บอลสเต็ป
4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น
ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกันบอลสเต็ป
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรัก
และหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับ
เพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา ฯลฯเพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอนเดอร์ฟินและโดปามีน
ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข ฯลฯ เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆ
สมองใช้ออกซิเจน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอด
ขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์ บอลสเต็ป
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์
เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การ
ส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ ( อืมม …. มิน่า กินน้ำน้อย รู้สึกโง่ๆ) บอลสเต็ป
2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดีที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่นบอลสเต็ป
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน)บอลสเต็ป
4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น
ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกันบอลสเต็ป
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรัก
และหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับ
เพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา ฯลฯเพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอนเดอร์ฟินและโดปามีน
ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข ฯลฯ เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆ
สมองใช้ออกซิเจน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอด
ขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์ บอลสเต็ป
New Year’s Day ..บอลสเต็ป
New Year’s Day
Thailand is well-known for her festivals which take place all the year round. Most of these festivals are influenced by Buddhist and Brahminical religions, however, with the passage of time a number of them have been adopted in deference to the international practice. บอลสเต็ป
Actually, the official New Year’s Day of Thailand has undergone several changes. Once it used to fall at the end of November. Later, during the reign of King Rama V(1868-1910) it was moved to a date round about April and then New Year’s Day was changed to April the first. The universal practice of celebrating the new year on January 1 was adopted in 1941 in deference to the western calendar and this is one of a number of changes aimed at modernising the country. บอลสเต็ป
Though January 1 is regarded as official New Year, the majority of Thais still regard the middle of April (Songkran) as their new year’s day, and on this auspicious occasion a week-long celebration is held throughout the kingdom. Most of activities on Songkran Day involve water throwing, building sand pagodas and pouring lustral water on the aged as a means of blessing. To be frank, a celebration on January 1 is not so popular as that of Songkran. Normally, before the upcoming January 1, people will exchange greeting cards and gifts. Since on this auspicious occasion, a few grand celebrations are held in the kingdom, people take this opportunity to travel upcountry to visit their relatives or spend holidays at a tourist attraction site, while those stay at home will prepare food and other necessary items to make merit on the early morning of January 1 and then take part in various charitable activities held in various places. บอลสเต็ป
At the same time, several companies take this opportunity to give a bonus and announce promotions to their employees who later cash money to buy gifts for relatives and friends before heading to their hometown for a long vacation. บอลสเต็ป
Obviously, in Thailand people celebrate New Year three times a year, namely ; the Thai traditional New Year or Songkran, January 1 and the Chinese New Year. Out of these, Songkran is the most joyous occasion which draw people from all walks of life to take part in a week-long celebration. Meanwhile, the Chinese New Year is important especially for Thai organisations will close their business for several days so that the employers and their employees will be able to celebrate the auspicious occasion with their relatives at home or spend a long holiday in a place they like. บอลสเต็ป
Thailand is well-known for her festivals which take place all the year round. Most of these festivals are influenced by Buddhist and Brahminical religions, however, with the passage of time a number of them have been adopted in deference to the international practice. บอลสเต็ป
Actually, the official New Year’s Day of Thailand has undergone several changes. Once it used to fall at the end of November. Later, during the reign of King Rama V(1868-1910) it was moved to a date round about April and then New Year’s Day was changed to April the first. The universal practice of celebrating the new year on January 1 was adopted in 1941 in deference to the western calendar and this is one of a number of changes aimed at modernising the country. บอลสเต็ป
Though January 1 is regarded as official New Year, the majority of Thais still regard the middle of April (Songkran) as their new year’s day, and on this auspicious occasion a week-long celebration is held throughout the kingdom. Most of activities on Songkran Day involve water throwing, building sand pagodas and pouring lustral water on the aged as a means of blessing. To be frank, a celebration on January 1 is not so popular as that of Songkran. Normally, before the upcoming January 1, people will exchange greeting cards and gifts. Since on this auspicious occasion, a few grand celebrations are held in the kingdom, people take this opportunity to travel upcountry to visit their relatives or spend holidays at a tourist attraction site, while those stay at home will prepare food and other necessary items to make merit on the early morning of January 1 and then take part in various charitable activities held in various places. บอลสเต็ป
At the same time, several companies take this opportunity to give a bonus and announce promotions to their employees who later cash money to buy gifts for relatives and friends before heading to their hometown for a long vacation. บอลสเต็ป
Obviously, in Thailand people celebrate New Year three times a year, namely ; the Thai traditional New Year or Songkran, January 1 and the Chinese New Year. Out of these, Songkran is the most joyous occasion which draw people from all walks of life to take part in a week-long celebration. Meanwhile, the Chinese New Year is important especially for Thai organisations will close their business for several days so that the employers and their employees will be able to celebrate the auspicious occasion with their relatives at home or spend a long holiday in a place they like. บอลสเต็ป
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ฉลากยา อย่ามองข้าม..บอลสเต็ป
เวลาที่เราได้รับยาหลายๆ คนอาจสงสัยว่าคำแนะนำบนฉลากยานั้นสำคัญอย่างไร และการปฏิบัติที่ถูกต้องตามฉลากยานั้นเป็นอย่างไร เช่น กินยาก่อนอาหารหมายถึงก่อนอาหารกี่นาที กินยาหลังอาหารต้องรับประทานหลังอาหารกี่นาที ถ้าลืมกินยาต้องทำอย่างไร และถ้าเราไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นจะมีผลอย่างไร แน่นอนว่าคำแนะนำบนฉลากยาเหล่านั้นล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น และมีวิธีปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้องดังนี้บอลสเต็ป

บอลสเต็ป
การกินยาก่อนอาหาร
ปกติแนะนำให้กินยาก่อนอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารมื้อล่าสุด 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่กระเพาะว่างเนื่องจากอาหารจะลดการดูดซึมยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ดีหรือไม่ได้ผล ตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคติดเชื้อบางชนิด เช่นDicloxacillin, Cloxacillin , Azithromycin เป็นต้น ยาเบาหวานบางชนิดเพื่อหวังผลต่อมื้ออาหาร เช่น Glibenclamide เป็นต้น ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน เช่น ยา Metoclopramide, Domperidone เป็นต้นบอลสเต็ป
การกินยาหลังอาหาร
โดยทั่วไปควรกินยาหลังอาหาร 15-20 นาที แต่ยาบางชนิดอาจต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือหลังอาหารทันทีเนื่องจากยาทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะได้ เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac, Mefenamic acid เป็นต้น
กินยาต่อเนื่องจนยาหมด
ยาบางชนิดเมื่ออาการดีขึ้นก็หยุดยาได้ แต่ยาสำหรับรักษาโรคติดเชื้อ จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่ายาได้ทำลายเชื้อก่อโรคหมดแล้ว ระยะเวลาที่กินขึ้นกับชนิดความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์ ยาบางชนิดต้องกินต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการให้เป็นปกติ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ยาเบาหวาน และยาสำหรับรักษาโรคแผลในทางเดินอาหาร เป็นต้น
ยาที่กินแล้วอาจทำให้ง่วงนอนบอลสเต็ป
ผลข้างเคียงของยาบางชนิดอาจทำให้ง่วงซึมจึงต้องระวังเมื่อขับรถ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร และห้ามดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจเสริมฤทธิ์ของยาจนเกิดอันตรายได้ เช่น ยาแก้แพ้สำหรับบรรเทาอาการคัน ผื่นแดง หรือลดน้ำมูก เช่น Chlorpheniramine, Hydroxyzine หรือยาคลายเครียด เช่น Diazepam, Alprazolam เป็นต้น
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลต่อยา
ยาบางชนิดประสิทธิภาพลดลงเมื่อกินร่วมกับนม แคลเซี่ยม ยาลดกรด เช่น Ciprofloxacin, Levofloxacin, Ofloxacin, Norfloxacin เป็นต้น จึงต้องกินยาโดยเว้นช่วงห่างจากอาหารประเภทดังกล่าวอย่างน้อย 2ชั่วโมง ผลไม้บางชนิดเช่น grapefruit มีคุณสมบัติเป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ที่จะไปทำลายยา จึงทำให้ระดับยาสูงขึ้นจนอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้ยาที่ grapefruit มีผลต่อระดับยา เช่น Simvastatin เป็นต้นบอลสเต็ป
บอลสเต็ป
การกินยาก่อนอาหาร
ปกติแนะนำให้กินยาก่อนอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารมื้อล่าสุด 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่กระเพาะว่างเนื่องจากอาหารจะลดการดูดซึมยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ดีหรือไม่ได้ผล ตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคติดเชื้อบางชนิด เช่นDicloxacillin, Cloxacillin , Azithromycin เป็นต้น ยาเบาหวานบางชนิดเพื่อหวังผลต่อมื้ออาหาร เช่น Glibenclamide เป็นต้น ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน เช่น ยา Metoclopramide, Domperidone เป็นต้นบอลสเต็ป
การกินยาหลังอาหาร
โดยทั่วไปควรกินยาหลังอาหาร 15-20 นาที แต่ยาบางชนิดอาจต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือหลังอาหารทันทีเนื่องจากยาทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะได้ เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac, Mefenamic acid เป็นต้น
กินยาต่อเนื่องจนยาหมด
ยาบางชนิดเมื่ออาการดีขึ้นก็หยุดยาได้ แต่ยาสำหรับรักษาโรคติดเชื้อ จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่ายาได้ทำลายเชื้อก่อโรคหมดแล้ว ระยะเวลาที่กินขึ้นกับชนิดความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์ ยาบางชนิดต้องกินต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการให้เป็นปกติ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ยาเบาหวาน และยาสำหรับรักษาโรคแผลในทางเดินอาหาร เป็นต้น
ยาที่กินแล้วอาจทำให้ง่วงนอนบอลสเต็ป
ผลข้างเคียงของยาบางชนิดอาจทำให้ง่วงซึมจึงต้องระวังเมื่อขับรถ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร และห้ามดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจเสริมฤทธิ์ของยาจนเกิดอันตรายได้ เช่น ยาแก้แพ้สำหรับบรรเทาอาการคัน ผื่นแดง หรือลดน้ำมูก เช่น Chlorpheniramine, Hydroxyzine หรือยาคลายเครียด เช่น Diazepam, Alprazolam เป็นต้น
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลต่อยา
ยาบางชนิดประสิทธิภาพลดลงเมื่อกินร่วมกับนม แคลเซี่ยม ยาลดกรด เช่น Ciprofloxacin, Levofloxacin, Ofloxacin, Norfloxacin เป็นต้น จึงต้องกินยาโดยเว้นช่วงห่างจากอาหารประเภทดังกล่าวอย่างน้อย 2ชั่วโมง ผลไม้บางชนิดเช่น grapefruit มีคุณสมบัติเป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ที่จะไปทำลายยา จึงทำให้ระดับยาสูงขึ้นจนอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้ยาที่ grapefruit มีผลต่อระดับยา เช่น Simvastatin เป็นต้นบอลสเต็ป
เลี้ยงแมวระวัง 'มะเร็งสมอง'..บอลสเต็ป
นักวิจัยแดนน้ำหอมศึกษาพบความเชื่อมโยง "แมว" และ "มะเร็งสมอง" ในมนุษย์ โดยแมวอาจแพร่ปรสิตก่อโรคบอลสเต็ป

บอลสเต็ป
ใครที่มีสัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างเจ้าแมวเหมียวอยู่ในบ้านอาจต้องระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อการศึกษาของทีมนักวิจัยของเฟรเดอริก โธมัส แห่งสถาบันวิจัย CNRS ในเมืองมงแปลีเยของฝรั่งเศสพบว่า เจ้าเหมียวอาจแพร่โรคมะเร็งสมองมายังเจ้าของได้ โดยเชื่อมโยงปรสิตชื่อว่า Toxoplasma gondii ซึ่งพบในกระเพาะอาหารของแมวกับมะเร็งสมองในมนุษย์บอลสเต็ป
นักวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลมะเร็งสมองในผู้หญิงและผู้ชายทั่วโลกและเปรียบเทียบกับอัตราการติดเชื้อปรสิต Toxoplasma gondii ซึ่งพบว่าอัตราการเกิดมะเร็งสมองสูงที่สุดในประเทศที่ติดเชื้อปรสิตสูงที่สุดเช่นกัน แม้ว่าจะนำปัจจัยอื่นๆ เช่น รายได้มาพิจารณาด้วย นักวิจัยเชื่อว่าผลที่ได้ แม้จะยังไม่ได้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่นับว่ามีเหตุผลเพียงพอที่เชื่อได้ว่าปรสิตดังกล่าว เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งสมองในมนุษย์ และอาจช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดแมวให้หนีห่างโรคร้ายชนิดนี้ได้บอลสเต็ป

ทั้งนี้ มะเร็งสมองเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน นับเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยากที่สุด เฉพาะที่อังกฤษเพียงที่เดียว มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่า 3,500 คนต่อปี สำหรับปรสิต Toxoplasma gondii พบได้ในมนุษย์เช่นกัน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก มีปรสิตชนิดนี้ในสมอง (พบในชาวอังกฤษราว 34%) และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพทั้งในมนุษย์และสัตว์ โดยมีวงจรชีวิตที่ซับซ้อนและสามารถเจริญพันธุ์อยู่ได้เฉพาะในแมวเท่านั้น ก่อนปล่อยไข่แพร่กระจายการติดเชื้อผ่านมูล ซึ่งปัจจุบันมีคำแนะนำแล้วไม่ให้หญิงมีครรภ์แตะต้องถาดทรายสำหรับขับถ่ายของแมว เพราะเสี่ยงติดเชื้อปรสิตทำให้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้บอลสเต็ป
บอลสเต็ป
ใครที่มีสัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างเจ้าแมวเหมียวอยู่ในบ้านอาจต้องระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อการศึกษาของทีมนักวิจัยของเฟรเดอริก โธมัส แห่งสถาบันวิจัย CNRS ในเมืองมงแปลีเยของฝรั่งเศสพบว่า เจ้าเหมียวอาจแพร่โรคมะเร็งสมองมายังเจ้าของได้ โดยเชื่อมโยงปรสิตชื่อว่า Toxoplasma gondii ซึ่งพบในกระเพาะอาหารของแมวกับมะเร็งสมองในมนุษย์บอลสเต็ป
นักวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลมะเร็งสมองในผู้หญิงและผู้ชายทั่วโลกและเปรียบเทียบกับอัตราการติดเชื้อปรสิต Toxoplasma gondii ซึ่งพบว่าอัตราการเกิดมะเร็งสมองสูงที่สุดในประเทศที่ติดเชื้อปรสิตสูงที่สุดเช่นกัน แม้ว่าจะนำปัจจัยอื่นๆ เช่น รายได้มาพิจารณาด้วย นักวิจัยเชื่อว่าผลที่ได้ แม้จะยังไม่ได้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่นับว่ามีเหตุผลเพียงพอที่เชื่อได้ว่าปรสิตดังกล่าว เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งสมองในมนุษย์ และอาจช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดแมวให้หนีห่างโรคร้ายชนิดนี้ได้บอลสเต็ป
ทั้งนี้ มะเร็งสมองเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน นับเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยากที่สุด เฉพาะที่อังกฤษเพียงที่เดียว มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่า 3,500 คนต่อปี สำหรับปรสิต Toxoplasma gondii พบได้ในมนุษย์เช่นกัน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก มีปรสิตชนิดนี้ในสมอง (พบในชาวอังกฤษราว 34%) และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพทั้งในมนุษย์และสัตว์ โดยมีวงจรชีวิตที่ซับซ้อนและสามารถเจริญพันธุ์อยู่ได้เฉพาะในแมวเท่านั้น ก่อนปล่อยไข่แพร่กระจายการติดเชื้อผ่านมูล ซึ่งปัจจุบันมีคำแนะนำแล้วไม่ให้หญิงมีครรภ์แตะต้องถาดทรายสำหรับขับถ่ายของแมว เพราะเสี่ยงติดเชื้อปรสิตทำให้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้บอลสเต็ป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)